รวมร้านบุฟเฟ่เด็ดเผด็จศึกคนมีคอนโดติดรถไฟฟ้า

ใครที่มีคอนโดติดรถไฟฟ้ามีเฮ! เพราะครั้งนี้เราจะพาคุณไปตระเวนชิมร้านบุฟเฟ่เด็ดๆ ทั่วทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ  แบบที่หลายๆ รีวิวการันตีมาแล้วว่ารสชาติแต่ละร้านนั้นเด็ดดวงขนาดไหน รสชาติดี ราคาโดน สายบุฟเฟ่เป็นปลื้มกันทั่วหน้า หากอยากจะรู้ว่ามีร้านไหนบ้างตามมาดูกันเลย

 

KOUEN SUSHI BAR (โคเอ็น ซูชิ บาร์)

เปิดศึกร้านแรกเอาใจคนมีคอนโดติดรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสามย่าน แนะนำให้ตรงเข้ามาที่ คอมมูนิตี้มอลล์ I’m Park ที่ตั้งของโคเอ็น ซูชิ บาร์ บุฟเฟ่เกรดพรีเมียมที่มีราคาหลากหลายให้เลือกลิ้มลองความอร่อย มีตั้งแต่ซูชิ ซาชิมิสดใหม่ ไปจนกระทั่งเนื้ออิมพอร์ตชั้นเยี่ยม

 

Gojuu Sushi (โกจู ซูชิ)

เปิดวาปมาที่แหล่งรวมวัยรุ่นสำหรับใครที่มีคอนโดติดรถไฟฟ้า ใกล้สถานีสยามเรียกได้ว่าโชคดีสุดๆ เพราะที่นี่ของกินเพียบ และบุฟเฟ่ที่อยากแนะนำคือ โกจู ซูชิ ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของสยามเซ็นเตอร์ เมนูของที่นี่นั้นมีทั้งซาชิมิชิ้นโตเต็มคำ ชาบูหม้อไฟ ซูชิปลาไหล แค่เห็นเมนูหน้าร้านก็อดใจไม่ไหวต้องขอเข้าไปเช็คอินด่วนๆ

 

Guru Gyuu (กูรู กิว)

ใครมีคอนโดติดรถไฟฟ้าแถวสถานีอารีย์หรือสะพานควายขอบอกเลยว่าห้ามพลาดที่จะมาลิ้มลองเนื้อวากิวหอมละลายติดลิ้น เนื้อนุ่มๆ คัดสรรเกรดอย่างดี มีให้เลือกรับประทานหลากหลายราค

า อีกทั้งยังมีซีฟู้ดรสเด็ดอย่างหอยเชลล์ ปูอลาสก้า กุ้งแม่น้ำตัวโดเนื้อกรอบแน่นก็หาทานได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

 

Shuba Shabu (ชูบา ชาบู)

อีกหนึ่งร้านทำเลดีเอาใจคนมีคอนโดติดรถไฟฟ้าสถานีราชเทวี เพราะร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Coco Walk การันตีความอร่อยจากร้านที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 7 ปี จึงไม่แปลกที่ร้านบุฟเฟ่แห่งนี้จะมีคนแวะเวียนมากินบ่อยๆ นอกจากราคาจะถูกแล้วน้ำจิ้มที่นี่ยังเด็ดมากอีกต่างหาก

 

Shabu Lab (ชาบู แลป)

ปิดท้ายกันที่ร้านชาบูใจกลางสยามสำหรับ ชาบู แลป ที่ขอรับประกันความอร่อยและความคุ้มค่าว่ามาเต็มพร้อมกับราคาสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นเนื้อชั้นเยี่ยม น้ำจิ้มรสเลิศ จ่ายบ่อยแค่ไหนก็ไม่มีเบื่อเพราะรสชาติของชาบูและน้ำซุปที่นี่นั้น บอกได้คำเดียวว่าฟิน

 

สำหรับใครที่มีคอนโดติดรถไฟฟ้าตามสถานที่ที่เรากล่าวมาข้างต้นนั้น อย่ามัวรอช้ารีบตามไปเช็คอินให้อิ่มแปล้กันได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้เลย ใครพลาดบอกเลยว่าต้องเสียใจที่ไม่ได้ลิ้มลองรสชาติอาหารดีๆ เหล่านี้อย่างแน่นอน!

4 สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนส่งพนักงานเข้าร่วมโครงการอบรมพัฒนาบุคลากร

ทรัพยากรมนุษย์ นับว่าเป็นทรัพยากรที่่สำคัญที่สุดของทุกๆ องค์กร การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นการลงทุนที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด ซึ่งการลงทุนอย่างหนึ่งที่หลายๆ องค์กรนิยมก็คือการจัดให้มีโครงการอบรมพัฒนาบุคลากร
ในด้านต่างๆ ขึ้นมา เพื่อมอบโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้การอบรมทุกครั้งเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรพิจารณาถึง
องค์ประกอบหลายๆ ด้าน ก่อนที่จะส่งพนักงานเข้าร่วมโครงการอบรมพัฒนาบุคลากร โดยองค์ประกอบต่างๆ ที่ควรคำนึงถึงมีดังนี้

1. ความน่าเชื่อถือของสถาบันที่จัดโครงการอบรมพัฒนาบุคลากร

นอกจากองค์กรต่างๆ จะสามารถจัดการอบรมต่างๆ ขึ้นได้เองภายในหน่วยงานแล้ว ในปัจจุบันยังมีสถาบันต่างๆที่นำเสนอหลากหลายโครงการอบรมพัฒนาบุคลากรมาให้เลือกสรร ซึ่งแต่ละที่ก็มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งนอกจากจะเลือกคอร์สต่างๆ ได้แล้ว ยังมีทางเลือกที่อำนวยความสะดวกด้านสถานที่ให้จัดการอบรมได้เองอีกด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือความน่าเชื่อถือของสถาบันที่จัด ซึ่งเบื้องต้นอาจจะพิจารณาจากระยะเวลาการดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลจากหลายๆ แหล่งประกอบกัน อาทิ เว็บไซต์ของสถาบัน หรือข้อมูลตามสื่อต่างๆ รวมถึง Testimonial จากผู้เคยมีประสบการณ์จริง เพื่อประเมินว่าแต่ละสถาบันมีข้อดีข้อด้อย และระดับความน่าเชื่อถือเป็นที่น่าพึงพอใจหรือไม่

2. หลักสูตรโครงการอบรมพัฒนาบุคลากร มีความสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรแค่ไหน

ก่อนเริ่มการอบรมทุกครั้ง ควรพิจารณาถึงแผนการทั้งระยะสั้นและระยะยาวขององค์กรว่ามีรายละเอียดเป็นเช่นใดบ้างเพื่อที่จะได้จัดเรียงลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง และพิจารณาดูโครงการอบรมพัฒนาบุคลากรที่น่าจะมีความสอดคล้องกับแผนนั้นๆนอกจากนี้ควรตั้งจุดประสงค์และผลลัพธ์ที่คาดหวังของการอบรมในแต่ละครั้งไว้ให้ชัดเจน เพื่อให้พนักงานมีแรงกระตุ้นในการมุ่งพัฒนาตนเองให้ตอบโจทย์ขององค์กรต่อไป อาทิ หากองค์กรมีแผนระยะยาวในการเตรียมต้อนรับ AEC โครงการที่เลือกก็อาจจะเป็นการเตรียมพร้อมในการทำงานข้ามวัฒนธรรม เป็นต้น นอกจากแผนการดำเนินการแบบเฉพาะเจาะจงแล้ว ยังอาจมีหลักสูตรพื้นฐานที่ไม่ว่าองค์กรใดๆ ก็น่าจะใช้ประโยชน์ได้อย่างแน่นอน อาทิ หลักสูตรการเป็นผู้นำ หลักสูตรการสื่อสารหรือหลักสูตรการทำงานเป็นทีม ทั้งนี้ควรพิจารณาวิทยากรประกอบด้วยว่ามีประวัติที่โดดเด่น และความเชี่ยวชาญในเรื่องที่อบรมมากแค่ไหน

3. ช่วงเวลาของโครงการอบรมพัฒนาบุคลากร มีความยืดหยุ่นต่อเวลาการทำงานของพนักงานแค่ไหน

แน่นอนว่าการอบรมในแต่ละครั้ง อาจจะต้องใช้เวลา 1-2 วัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพดังนั้น ดังนั้นหากมีช้อยส์ที่หลากหลายที่สามารถเลือกวันเวลาที่สะดวกได้ ก็ย่อมเป็นประโยชน์ในการจัดสรรเวลาของพนักงานให้เกิดความ Productive สูงที่สุด ทั้งต่อตนเอง และต่อองค์กร

4. สิ่งอำนวยความสะดวก ณ สถานที่จัดโครงการอบรมพัฒนาบุคลากร

พนักงานที่เข้าร่วมอบรม ควรได้รับความสะดวกสบายสูงสุดจากการเข้าอบรม ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกจากการเดินทาง จากทำเลที่ตั้งที่อาจจะอยู่ใจกลางเมือง ใกล้ BTS รวมถึงได้อยู่ในบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น ห้องที่ดีไซน์สวยงาม มีพื้นที่กว้างขวางไม่แออัดจนเกินไป เป็นต้นสิ่งเหล่านี้ล้วนจะทำให้ประสบการณ์การอบรมเป็นไปในเชิงบวก ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นได้อีกด้วย

องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้ เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกัน ย่อมทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าโครงการอบรม พัฒนาบุคลากรจากสถาบันไหนเหมาะกับองค์กรมากที่สุด เพราะความผิดพลาดในการเลือกอาจจะส่งผลเสียในด้านงบประมาณขององค์กรและอาจจะเป็นการเสียเวลาของพนักงานโดยใช่เหตุ ดังนั้นควรค่อยๆ เลือกอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกๆ คนที่เกี่ยวข้อง

พลังงานจากขยะทำได้จริง จนหลายประเทศเริ่มรับซื้อขยะแล้ว! Url:

ปัจจุบันโลกของเรากำลังประสบกับภาวะโลกร้อน และปัญหาพลังงานฟอสซิลขาดแคลนเนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบที่ยังพึ่งพาพลังงานแบบสิ้นเปลือง รวมถึงน้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหิน หินน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งประสบปัญหาปริมาณไม่สอดคล้องกับที่ต้องใช้งาน รวมถึงยังมีส่วนสร้างก๊าซคาร์บอนประเภทต่างๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย วิทยาการพลังงานจากขยะจึงถือกำเนิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาราคาที่พุ่งตัวสูงขึ้น และยังได้แก้ปัญหาขยะล้นโลกไปอีกทาง โดยประเทศอันเป็นกรณีศึกษาที่โด่งดังเรื่องการผลิตพลังงานจากขยะนั่นก็คือประเทศสวีเดน ซึ่งได้อธิบายประโยชน์ของการแปลงขยะเป็นพลังงานอย่างละเอียดดังต่อไปนี้

สร้างจิตสำนึกอย่างดีเยี่ยม

เมื่อประชากรในประเทศได้รับทราบถึงประโยชน์ของขยะที่มีอยู่จริง และมีผลดีต่อเนื่องมาจนถึงตนเอง ทุกคนในประเทศจึงเห็นคุณค่า และมีจิตสำนึกในการแยกขยะยิ่งกว่าเก่า ขยะเหล่านั้นไม่เป็นสิ่งไร้ค่าที่ต้องทิ้งขว้างเท่านั้นในสายตาของคนในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ยังเป็นหนทางการลดค่าไฟฟ้าของครัวเรือน รวมถึงเป็นหนทางลดภาษีพลังงานโดยรวม และทำให้รัฐมีงบประมาณเหลือเพื่อไปทุ่มเทในภาคส่วนอื่นๆ ได้ยิ่งขึ้น

เป็นการแก้ปัญหาใหญ่สองเรื่องพร้อมกัน

การผลิตพลังงานทดแทนจากขยะ นอกจากจะแก้ปัญหาราคาปิโตรเลียมที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องแล้วนั้น ยังช่วยกำจัดขยะอย่างถูกทาง และลดมลภาวะอันเป็นผลต่อเนื่อง วิธีการหลักๆ ในการผลิตพลังงานนี้ คือการนำขยะไปเผาแบบปลอดภัยไร้ควันคาร์บอน จากนั้นก็นำความร้อนมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงาน ซึ่งโดยมากจะนำไปใช้ในฤดูหนาวที่มีการผลิตจากแสงอาทิตย์ได้น้อยลง โดยประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่นประเทศสวีเดนใช้วิทยาการเผาขยะได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก จนขยะหมดทั้งประเทศ จึงต้องมีการรับซื้อขยะราคาถูกมากกว่า 7 แสนตันจากประเทศอื่นๆ เพื่อผลิตเป็นพลังงานมูลค่าสูงให้กับประเทศของตนต่อไป

ปลอดภัยต่อโลก

การผลิตพลังงานจากขยะ หากมีกระบวนการเผาไหม้ที่ปลอดภัย จะถือเป็นวิธีการหมุนเวียนสสารจากกิจกรรมของมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะมนุษย์จำเป็นต้องใช้พลังงาน และต้องทิ้งของเสียอยู่เสมอ ปัจจุบันโลกของเราจัดการกับของเสียเหล่านั้นด้วยการฝัง การเผาในที่โล่ง หรือวิธีการอื่นใดก็ตามที่ไม่ได้ไปชดเชยสสารสำคัญที่ต้องใช้ โดยวิทยาการหมุนเวียนของเสียให้มาเป็นของดีนั้นจะทำให้โลกเกิดระบบของเสียเป็นศูนย์อย่างแท้จริง ประโยชน์ที่ได้จึงมีมหาศาล อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตรูปแบบอื่นแล้วยังปลอดภัย คุ้มค่ากว่า เช่นนิวเคลียร์ที่อาจเกิดการรั่วไหลจากความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน (Human Error) กังหันลมที่มีค่าบำรุงรักษาสูง หรือกังหันน้ำที่ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำมากเกินไป เป็นต้น

กรณีศึกษาจากประเทศพัฒนาแล้วเรื่องการผลิตพลังงานทดแทนจากขยะ ทำให้เราทราบว่า หนทางการแก้ปัญหาใหญ่ของโลกมนุษย์ที่มีอยู่ เป็นไปได้จริง ทั้งปัญหาขยะล้นโลก และการกำจัดอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงปัญหาพลังงานสิ้นเปลืองที่มีปริมาณลดลงทุกวัน อีกทั้งราคาก็สูงขึ้นทุกวันอีกด้วย การมองขยะเป็นโอกาสเช่นนี้ ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มปรับตัว และพัฒนาวิทยาการที่มีคุณค่าต่อโลกมาใช้งานแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มเรียนรู้ และปรับใช้วิทยาการนำขยะมาเป็นพลังงานทดแทนบ้างแล้วหรือยัง